English / Thai English / Thai
       
Skip Navigation Links.
 
 
 
 
 
 
 

ไหว้พระธาตุสามแผ่นดิน << Back 

ไหว้พระธาตุสามแผ่นดิน : ย้อนรอยพุทธสถานพันปีแดนล้านนา

สามารถเดินทางได้ตลอดปี

                 แผ่นดินล้านนาที่ว่าเก่าแก่หนักหนามากกว่า 700 ปี ล้านนาในที่นี้ไม่ใช่เชียงใหม่เมืองเดียว รวมหลายจังหวัดที่อยู่คู่กันทั้งลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แต่เมืองที่เก่าแก่ที่สุดของอาณาจักรล้านนาเห็นจะเป็น นครหริภุญชัย ซึ่งปัจจุบันคือเมืองลำพูนในปัจจุบัน หริภุญชัยมีอายุถึงพันปีเศษ
                ดินแดนล้านนามีความเก่าแก่เป็นทุน แต่ลึกลงไปในความเก่า วัดวาโบราณสถานมากมายมีความศักดิ์สิทธิ์อันสั่งสมศรัทธามาทุกยุคทุกสมัย ตามเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือเขต 1 (เชียงใหม่-ลำปาง-ลำพูน-แม่ฮ่องสอน) ขีดเส้นไว้ อันเป็นเส้นทางน่าไปเที่ยวเยือน ตามโปรแกรมที่ว่า “สืบสานปีระกา ไหว้สาธุธาตุหริภุญชัย สืบสานตำนานล้านนา ไหว้พระธาตุประจำปีเกิดสามแผ่นดิน สุดยอดธาตุศักดิ์สิทธิ์แผ่นดินเขลางค์ หริภุญชัย นพบุรีศรีนครพิงค์”

 

วันแรกของการเดินทาง               พบกันที่จุดนัดพบ ปั้มน้ำมัน ปตท. ถ.วิภาวดีฝั่งตรงข้าม ม. หอการค้าไทย             

20.00 น.                พร้อมกันที่ จุดนัดหมาย (ปั้มน้ำมัน ปตท. ถ.วิภาวดี ฝั่งตรงข้าม ม.หอการค้าไทย)

                                เจ้าหน้าที่คอยต้อนรับ (สำหรับกรุ๊ปหมู่คณะ ท่านสามารถกำหนดจุดขึ้นรถได้ค่ะ)

20.30 น.                ออกเดินทางโดยรถตู้ปรับอากาศหลังคาสูงรุ่นใหม่สู่ จ. ลำพูน มีน้ำและของว่าง

บริการ  (มื้อที่ 1) (สำหรับท่านที่อยู่ย่านบางเขน-รังสิต สามารถขึ้นที่หน้าห้าง

โลตัสรังสิตได้ค่ะ)

 

วันที่สองของการเดินทาง               พระธาตุหริภุญชัย  - พระธาตุลำปางหลวง - วัดเจดีย์ซาว                                       

06.00 น.                อรุณสวัสดิ์ยามเช้าที่ จ.ลำพูน ให้ท่านทำภาระกิจส่วนตัว และรับประทานอาหารเช้า(มื้อที่ 2)

                                สมควรแก่เวลานำท่านชม

 

พระธาตุหริภุญชัย : พระธาตุประจำปีเกิดปีระกา

เมืองหริภุญชัย หรือจังหวัดลำพูน ในวันนี้เป็นเมืองคู่แฝด จังหวัดเงียบๆ ที่อยู่ข้างๆ เชียงใหม่ จนหลายคนลืมเลือน แต่ในความสงบที่นี่มีความงามทางประวัติศาสตร์แห่งแรกของล้านนาเกิดขึ้นที่นี่
ลำพูนมีฐานะเป็นราชธานีแห่งแรกของภาคเหนือ มีประวัติศาสตร์ต่อเนื่องสืบมาทุกยุคทุกสมัยจนได้รับฉายาว่าเป็น เมืองประวัติศาสตร์ที่ไม่ตาย จากยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีการพบจารึกมอญโบราณในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15 -17 ขณะนี้ที่เก็บรักษาในพิพิธภัณฑ์มีมากถึง 8 หลัก ซึ่งจากการลงพื้นที่สำรวจคาดว่ายังจะต้องพบอีกไม่ต่ำกว่า 10 หลัก
                พระธาตุหริภุญชัย ตามตำนานกล่าวไว้ว่า หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงเสวยลุกสมอแล้ว และเตรียมตัวจะเสด็จไปยังเมืองอื่น พระองค์ได้ประทานเส้นพระเกศาแก่พระยากาเผือกจำนวนหนึ่ง พระยาทั้ง 2 เมื่อได้พระเกศาธาตุจากพระพุทะองค์แล้ว จึงนำเอาพระเกศาธาตุนั้นใส่ไว้ในกระบอกไม้รวก และนำกระบอกไม้รวกที่บรรจุพระเกศาธาตุนั้น ใส่เข้าไปโกศแก้วและฝังโกศแก้วนั้นไว้ที่พระองค์ทรงประทับซึ่งเป็นที่ตั้งของพระธาตุหริภุญชัยในปัจจุบัน
                พระธาตุหริภุญชัยเป็นพระธาตุประจำปีเกิดปีระกา และปีนี้เป็นปีระกา แม้คนไม่เกิดปีระกาก็ควรไปกราบไหว้ การมากราบไหว้บูชาพระธาตุปีนั้นจะช่วยปกป้องคุ้มครองเราให้ผ่านล่วงปีนั้นไปด้วยดี
   หากลำพูนเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุด นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ คือเมืองที่เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนา พญามังรายทรงวางรากฐานความเจริญรุ่งเรืองไว้หลายประการ ทรงขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวาง มีการรับพระพุทธศาสนาจากหริภุญชัย โปรดฯ ให้สร้างวัดวาอารามมากมาย

 

12.00 น.                         รับประทานอาหารกลางวัน จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ จ. ลำปาง เพื่อนมัสการ

 

พระธาตุลำปางหลวง : พระธาตุประจำปีเกิดปีฉลู

พระธาตุลำปางหลวง อ.เกาะคา จ.ลำปาง พระธาตุประจำปีเกิดของคนปีฉลู เพราะสร้างในปีฉลูเสร็จในปีฉลูเช่นกัน วัดพระธาตุลำปางหลวงได้ชื่อว่าเป็นวัดไม้สมบูรณ์ที่สุดของพระเทศไทย ด้านการออกแบบผังเมืองยึดคติของความเชื่อจักรวาล องค์พระธาตุเปรียบดังเขาพระสุเมรุ เหมือนศูนย์กลางแห่งจักรวาล ผืนทรายล้อมรอบเปรียบได้กับมหาสมุทรสีทันดร วิหารคตรูปสี่เหลี่ยม แทนกำแพงหินรอบจักรวาล ประตูด้านทิศตะวันออกเป็นทางลาดมีบันไดนาคเปรียบได้กับแม่น้ำคงคา ซุ้มประตูโขงแทนประตูของจักรวาล วิหารหลวงเป็นวิหารสำคัญเปรียบดังชมพูทวีป
                ตามตำนานได้กล่าวถึงการเสด็จมาของพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระอรหันต์ และพระอานนท์ ณ บ้านลัมภะกัปปะ ขณะนั้นมีชาวลั๊วะอยู่คนหนึ่ง ชื่อว่า อ้ายกอน เกิดความเลื่อมใส จึงเอาน้ำผึ้งบรรจุกระบอกไม้ข้าวหลาม มะพร้าวและมะตูมอย่างละ 4 ลูก มาถวายพระองค์รับไว้และทิ้งกระบอกไม้ข้าวหลามไปทางทิศเหนือ ทรงพยากรณ์ว่าจะมีผู้นำพระบรมสารีริกธาตุของพระองค์มาประดิษฐาน ณ ที่แห่งนี้ด้วย
ต่อจากนั้นพระองค์จึงยกพระหัตถ์ขึ้นลูบพระเศียรได้พระเกศา 1 เส้น มอบให้ชาวลั๊วะผู้นั้น เขาจึงนำบรรจุลงในผอบทองคำ แล้วขุดหลุมอัญเชิญผอบลงประดิษฐานแล้วก่อเป็นเจดีย์ข้างบนอุโมงค์สูง 7 ศอก ต่อมา พ.ศ. 2039 เจ้าหาญศรีธัตถะมหาสุรมนตรี ได้เสริมพระเจดีย์ให้ใหญ่ขึ้น มีฐานกว้าง 24 เมตร สูงจากฐานยอดฉัตร 45 เมตร
                งานออกแบบผังของวัดล้วนมีที่มาที่ไป แม้ต้นไม้เก่าแก่บนลานทรายนั้นก็มีประวัติในตัวเอก ที่เรียกว่า ไม้ขะจาว ที่อยู่บริเวณวัดด้านทิศตะวันออก เชื่อกันว่าปลูกมาตั้งแต่ครั้งที่พระพุทะเจ้าเสด็จมายังวัดแห่งนี้ ลั๊วะอ้ายก้อน ได้ใช้ไม้ขะจาวเป็นคานหาบน้ำผึ้ง มะตูม และมะพร้าว ไปถวายพระพุทธเจ้า และเอาไม้ขะจาวนั้นปักลงดิน เลยเกิดเป็นต้นขึ้นใหญ่โตจนถึงปัจจุบัน
                พระธาตุลำปางหลวงไปเยือนสักกี่ครั้งกี่หนก็น่าประทับใจถึงความอัศจรรย์ขององค์พระธาตุกลับหัว ที่สะท้อนมาบนผ้าขาวยามแสงแดดสอดส่อง สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของคนโบราณอันน่าทึ่ง

 

วัดเจดีย์ซาว : โบราณสถานที่ไม่ควรพลาดของจังหวัดลำปาง

อีกสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวเขลางค์นครแห่งนี้อีกที่อยากชวนไปเยี่ยมชมคือ
                วัดเจดีย์ซาว วัดใหญ่กลางทุ่งนาที่มีเจดีย์ 20 องค์ เจดีย์เล็กใหญ่ที่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เดียวกัน หากลองนับดูอาจจะขาดเกิน ใครนับเจดีย์ได้ครบ 20 องค์ ถือว่าเป็นคนมีบุญ
                วัดแห่งนี้สร้างมานานกว่าพันปี ในปี พ.ศ. 2526 ได้มีชาวบ้านขุดพบพระพุทธรูปทองคำบริสุทธิ์ หนัก 100 บาท สองสลึง จึงมอบให้กับวัด ซึ่งพระพุทธรูปองค์นี้มีชื่อว่า พระแสนแซ่ทองคำ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสมัยล้านนา และเป็นพระพุทธรูปทองคำองค์แรกที่ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุแห่งชาติแล้ว

 

19.00 น.                 รับประทานอาหารเย็น หลังอาหารนำท่านนั่งรถม้าชมเมืองยามค่ำคืน สมควรแก่เวลานำท่าน

                                 ที่พักผักผ่อนตามอัธยาศัย

 

วันที่สามของการเดินทาง               พระธาตุดอยสุเทพ  - วัดเชียงมั่น - วัดเชียงยืน                                                           

06.00 น.                อรุณสวัสดิ์ยามเช้าที่ จ.ลำปาง ให้ท่านทำภาระกิจส่วนตัว และรับประทานอาหารเช้า(มื้อที่ 5)

                                สมควรแก่เวลานำท่านเดินทางสู่พระธาตุดอยสุเทพ จ. เชียงใหม่

 

พระธาตุดอยสุเทพ : พระธาตุประจำปีเกิดปีมะแม

พระบรมธาตุดอยสุเทพ ตั้งอยู่บนยอดดอยสุเทพ อำเภอเมือง เป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ ตั้งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 3,051 ฟุต
                พระธาตุดอยสุเทพเป็นพระธาตุประจำปีเกิดปีมะแม หากต้องการอานิสงส์เพิ่มพูนจากการสักการะพระธาตุดอยสุเทพ ตามตำราโบราณบอกไว้ว่า ต้องไหว้พระธาตุทั้ง 4 ทิศ แต่ละทิศมีสิริมงคล ทิศเชื่อว่าเมื่อไหว้พระธาตุทิศเหนือทำให้สติปัญญาดีเลิศ ทิศตะวันออกชีวิตจะราบรื่นแจ่มใจ ทิศใต้เป็นคำขอว่าหากเกิดชาติหน้าขอให้เกิดเป็นผู้ชายอยู่ในกองทัพธรรม มีวรรณะอันบริสุทธิ์ ทิศตะวันตกเชื่อว่าถ้าได้มานมัสการทั้ง 4 ทิศ ชีวิตจะประสบแต่ความสุข

 

12.00 น.                         รับประทานอาหารกลางวัน จากนั้นนำท่านเที่ยววัดที่มีชื่อเป็นมงคลนาม "มั่นคง-ยั่งยืน"

                                         วัดเชียงมั่น .. วัดเชียงยืน ....

วัดเชียงมั่น..

                       วัดเชียงมั่นเป็นวัดแห่งแรกในเชียงใหม่ เนื่องจากพญามังราย ปฐมกษัตริย์แห่งล้านนาไทย ได้นำไพร่พลเข้ามาตั้งที่บริเวณแห่งนี้ ก่อนที่พระองค์จะทรงสร้างนครพิงค์เชียงใหม่ บริเวณนี้เรียกว่า "เวียงเหล็ก" หมายถึงความแข็งแรงมั่นคง กระทั่งราวปี พ.ศ.1839 เดือนวิสาขะ ขึ้น 8 ค่ำ ตรงกับวันพฤหัสบดี ปีวอก ตรีศก พญามังรายพร้อมด้วยพญางำเมืองแห่งเมืองพะเยาและพ่อขุนรามคำแหงแห่งกรุงสุโขทัย ได้ทรงสร้างพระเจดีย์ขึ้นตรงที่ราชมณเฑียรหอประทับของพระองค์ แล้วทรงขนานนามว่า "วัดเชียงมั่น" ให้เป็นพระอารามแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่

                       ภายในวิหารวัดเชียงมั่น จะมีธรรมมาสน์อยู่ภายใน และมีภาพเขียนประดับฝาวิหาร ด้วยสีแดงและสีทองอย่างสวยงาม บรรยายเรื่องราวกำเนิดราชวงค์มังราย การสร้างเวียงกุมกาม การสร้างเมืองเชียงใหม่ และเรื่องราวอื่น ๆ อีกมากมาย ทางด้านขวาของวิหารวัดเชียงมั่น จะเป็นวิหารจุตรมุขที่เก็บรักษาพระพุทธรูปล้ำค่าของล้านนา ภายในวิหารจตุรมุข จะมีมณฑปที่ประดิษฐานพระพุทธรูปล้ำค่าของล้านนา 2 องค์ คือพระเสตังคมณี (พระแก้วขาว) และพระพุทธรูปศิลาปางปราบช้างนาฬาคีรี...

                         พระเสตังคมณี หรือพระแก้วขาว เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย แกะสลักจากผลึกหินสี ขาวขุ่น ขนาดหน้าตักกว้าง 4 นิ้ว สูง 6 นิ้ว ศิลปทวาราวดี สร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ. 1100 - 1600 เดิมอยู่ที่เมืองละโว้ (ลพบุรี)...
แล้วพระนางจามเทวีนำมาประดิษฐานที่เมืองหริภุญชัย (ลำพูน) เมื่อ พ.ศ.1204 ต่อมา พญามังรายตีเมืองหริภุญชัยได้ในปี พ.ศ.1824 จึงนำมาประดิษฐานไว้ที่วัดเชียงมั่น ในปี พ.ศ.1839... สำหรับฐานพระพุทธรูปนั้นสร้างเมื่อ พ.ศ.2471...แล้วในสมัยพระไชยเชษฐาได้มาครองเมืองเชียงใหม่อยู่ระยะสั้น ๆ ภายหลังได้ทรงกลับไปครองล้านช้าง ได้นำพระแก้วมรกตจากเมืองเชียงใหม่ ไปล้านช้าง (ประเทศลาว) ในครั้งนั้นและได้นำพระเสตังคมณีองค์นี้ไปด้วย  เมื่อเวลาล่วงมาถึงยุคกรุงธนบุรี พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ครั้งยังดำรงตำแหน่งเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ได้ยกกองทัพไปตีเวียงจันทร์ และนำพระแก้วมรกตมาและพระเสตังคมณีองค์นี้กลับมาจากล้านช้างด้วย ได้นำพระแก้วมรกตไปประดิษฐานไว้ที่กรุงเทพ ส่วนพระเสตังคมณีให้นำกลับมาที่วัดเชียงมั่นตามเดิม...

วัดเชียงยืน ...

                      วัดเชียงยืนตั้งอยู่ที่ด้านนอกของแนวคูเมืองและกำแพงเมืองเก่าของเชียงใหม่ ที่เลขที่ 140 ถ.หน้าสนามกีฬา ต.ศรีภูมิ วัดนี้สร้างเมื่อใดไม่มีหลักฐานปรากฏชัด สันนิษฐานว่าในสมัยพญามังราย พระองค์ได้สร้างวัดคู่เมืองเชียงใหม่เป็นแห่งแรก คือ วัดเชียงมั่น อันมีความหมายว่า “มั่นคง” ต่อมาจึงสร้างวัดเชียงยืน ตามความหมายว่า “ยั่งยืน” ด้วยจะมีพระราชประสงค์ที่ว่าวัดเชียงมั่นตั้งอยู่เขตพระนครด้านใน เมื่อประตูเมืองปิดอาณาประชาราษฎร์ของพระองค์ที่อยู่นอกกำแพงเมืองจะได้อาศัยวัดเชียงยืน เพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอาจเป็นได้..  นอกจากนี้แล้ววัดนี้ยังตั้งอยู่ในตำแหน่งเดชเมืองเชียงใหม่ ตามคัมภีร์มหาทักษาล้านนาอีกด้วย 
                       ภาพด้านหน้าแหนบวิหารวัดเชียงยืน เป็นไม้แกะสลักรูปนกยูงประดับด้วยกระจกสี... นกยูงเป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นสูงของล้านนาในสมัยก่อน
                       วัดเชียงยืน มีชื่อปรากฏอยู่ในตำนานชินกาลบาลีปกรณ์ ได้กล่าวถึงรัชกาลพระเมืองแก้ว กษัตริย์ล้านนา รัชกาลที่ 11 แห่งราชวงศ์มังรายว่า พระองค์พร้อมด้วยพระเทวีราชมารดา ทรงอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุบรรจุ พระสถูปเจดีย์ใหญ่วัดฑีฆชีววัสสาราม (ฑีฆายวิสาราม) เมื่อวันพุธ ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 3 ปีมะโรง จุลศักราช 882 (พ.ศ.2061)...วัดเชียงยืนมีชื่อเรียก 3 ชื่อคือ..วัดเชียงยืน, วัดฑีฆชีวะวัสสาราม และ วัดฑีฆายวิสาราม หรือฑีฆาชีวิตสาราม...

                             ลักษณะเจดีย์รูปทรงแปดเหลี่ยมอันสื่อความหมายถึง เดชบารมีแผ่ไปในทิศทั้งแปด ด้านหน้าประดิษฐานพระเจ้าทันใจ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่สร้างเสร็จภายในหนึ่งวัน... ด้านซ้ายขวามีเสาไม้ขนาดใหญ่อยู่ทั้ง 2 ด้าน...

 

19.00 น.                 รับประทานอาหารเย็น หลังอาหารนำท่านกลับเข้าที่พักผักผ่อนตามอัธยาศัย

 

วันที่สี่ของการเดินทาง                พระธาตุดอยสุเทพ  - วัดเชียงมั่น - วัดเชียงยืน                                                            
06.00 น.                อรุณสวัสดิ์ยามเช้าที่ จ.เชียงใหม่ ให้ท่านทำภาระกิจส่วนตัว และรับประทานอาหารเช้า(มื้อที่ 8)

                                สมควรแก่เวลานำท่านเดินทางสู่พระธาตุดอยตุง จ. เชียงราย  

พระธาตุดอยตุง

               ตั้งอยู่บริเวณ กม. ที่ 17.5 ของทางหลวงหมายเลข 1149 เป็นที่บรรจุพระรากขวัญเบื้องซ้าย (กระดูกไหปลาร้า) ของพระพุทธเจ้า นำมาจากมัธยมประเทศ นับเป็นครั้งแรกที่พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ ได้มาประดิษฐานที่ล้านนาไทย เมื่อก่อสร้างพระสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุนี้ ได้ทำธงตะขาบ (ภาษาพื้นเมืองเรียกว่า ตุง) ใหญ่ยาวถึงพันวา ปักไว้บนยอดดอย ถ้าหากปลายธงปลิวไปไกลถึงเมืองไหน ก็จะกำหนดเป็นฐานพระสถูป เหตุนี้ดอยซึ่งเป็นที่ประดิษฐานปฐมเจดีย์แห่งล้านนาไทย จึงปรากฏนามว่า ดอยตุง พระธาตุดอยตุงเป็นปูชนียสถานที่สำคัญ เมื่อถึงเทศกาลนมัสการพระธาตุดอยตุงจะมีพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและเพื่อนบ้านจากประเทศใกล้เคียง เช่น ชาวเชียงตุงในรัฐฉาน ประเทศสหภาพพม่า ชาวหลวงพระบาง เวียงจันทน์ เดินทางเข้ามานมัสการทุกปี

 

12.00 น.                         รับประทานอาหารกลางวัน จากนั้นนำท่านเที่ยวชมวัดพระแก้ว

 

วัดพระแก้ว

                ถนนไตรรัตน์ เป็นวัดที่ค้นพบพระแก้วมรกต หรือพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรที่ประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระแก้ว กรุงเทพฯ ในปัจจุบัน ตามประวัติเล่าว่าเมื่อปี พ.. ๑๘๙๗ ในสมัยพระเจ้าสามฝั่งแกนเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่นั้น ฟ้าได้ผ่าเจดีย์ร้างองค์หนึ่ง และได้พบพระพุทธรูปลงรักปิดทองอยู่ภายในเจดีย์ ต่อมารักกะเทาะออกจึงได้พบว่าเป็นพระพุทธรูปสีเขียวสร้างด้วยหยก คือพระแก้วมรกตนั่นเอง ปัจจุบันวัดพระแก้วเชียงรายเป็นที่ประดิษฐานพระหยก ซึ่งสร้างขึ้นใหม่ในวโรกาสที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระชนมายุ ครบ 90 พรรษา

ประวัติพระแก้วมรกต

                    ตำนานความเป็นมาของพระแก้วมรกตมีว่า เมื่อ พ.ศ. 1979 สมัยเจ้าสามฝั่งแกนครองนครเชียงใหม่ เจดีย์วัดพระแก้วเมืองเชียงรายต้องอสุนีบาตพังลง มีผู้พบพระพุทธรูปองค์หนึ่งลงรักปิดทองตกลงมาจากเจดีย์ จึงได้อัญเชิญไปไว้ในวิหารหลวง ต่อมารักซึ่งทาปลายพระนาสิกกะเทาะออกจึงเห็นเป็นแก้ว เจ้าอาวาสจึงได้ขัดสีเอารักและทองที่ปิดออกหมด ปรากฏว่าเป็นแก้วมรกตทั้งองค์ เจ้าสามฝั่งแกนทราบข่าวจึงอัญเชิญไปเชียงใหม่ แต่ขบวนช้างที่อัญเชิญพระแก้วไม่ยอมไปทางเชียงใหม่ กลับตื่นวิ่งไปนครลำปาง หมื่นโลกนครจึงขอรับไปประดิษฐานที่นครลำปางถึง 32 ปี ก่อนที่จะอัญเชิญไปเมืองเชียงใหม่ต่อมา

 

19.00 น.                 รับประทานอาหารเย็น หลังอาหารนำท่านกลับเข้าที่พักผักผ่อนตามอัธยาศัย

 

 วันที่ห้าของการเดินทาง                วัดร่องขุ่น  - กาดสวนแก้ว เชียงใหม่                                                                               

06.00 น.                อรุณสวัสดิ์ยามเช้าที่ จ.เชียงราย ให้ท่านทำภาระกิจส่วนตัว และรับประทานอาหารเช้า(มื้อที่ 11)

                                สมควรแก่เวลานำท่านเดินทางสู่วัดร่องขุ่น  

วัดร่องขุ่น จ.เชียงราย

วัดร่องขุ่น เป็นวัดที่มีความสวยงามโดดเด่นต่างจากวัดอื่นๆ ด้วยฝีมือการออกแบบ และก่อสร้างของ อ. เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินชื่อดัง เพื่อเป็นวัดประจำบ้านเกิด สร้างโดยจินตนาการของอาจารย์ จัดเป็นงานพุทธศิลป์ที่ยิ่งใหญ่ และงดงามน่าแวะชมมากแห่งหนึ่ง อ. เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ มีแรงบันดาลใจในการสร้างวัดแห่งนี้อยู่ 3 ประการ คือ เพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งอาจารย์บอกว่า จึงตั้งความปรารถนาที่จะถวายชีวิต ใช้ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของตนเอง สร้างงานพุทธศิลป์ เพื่อเป็นงานประจำรัชกาลของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ได้ และจะถวายชีวิตไปจนตายคาวัด" (จากเอกสารของวัดร่องขุ่น) ความงดงามของวัดแห่งนี้อยู่ที่ "โบสถ์" เพราะอาจารย์อยากจะเนรมิตวัดให้เหมือนเมืองสวรรค์ เป็นวิมานบนดินที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้ โบสถ์ เปรียบเหมือนบ้านของพระพุทธเจ้า สีขาว แทนพระบริสุทธิคุณของพระพุทธเจ้า กระจกขาว หมายถึง พระปัญญาธิคุณของพระพุทธเจ้าที่เปล่งประกายไปทั่วโลกมนุษย์ และจักรวาล สะพาน หมายถึง การเดินข้ามวัฏสงสารมุ่งสู่พุทธภูมิ ก่อนขึ้นสะพานครึ่งวงกลมเล็ก หมายถึง โลกมนุษย์ วงใหญ่ที่มีเขี้ยวเป็นปากของพญามารหรือพระราหู หมายถึง กิเลสในใจแทนขุมนรกคือทุกข์ ผู้ที่จะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าในพุทธภูมิต้องตั้งจิตปลดปล่อยกิเลสตัณหาของตนเองลงไปในปากพญามาร เพื่อเป็นการชำระจิตให้ผ่องใสก่อนที่จะเดินผ่านขึ้นไปพบกับพระราหูอยู่เบื้องซ้าย และพญามัจจุราชอยู่เบื้องขวา บนสันของสะพานจะประกอบไปด้วยอสูรกลืนกัน 16 ตน ข้างละ 8 ตน หมายถึง อุปกิเลส 16 จากนั้นก็จะถึงกึ่งกลางสะพานหมายถึง เขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นที่อยู่ของเทวดา ด้านล่างเป็นสระน้ำหมายถึง สีทันดรมหาสมุทร มีสวรรค์ตั้งอยู่ด้วยกัน 6 ชั้นด้วยกัน ผ่านสวรรค์ 6 เดินลงไปสู่พรหม 16 ชั้น แทนด้วยดอกบัวทิพย์ 16 ดอกรอบพระอุโบสถ ดอกที่ใหญ่สุด 4 ดอก ตรงทางขึ้นด้านข้างโบสถ์หมายถึง ซุ้มพระอริยเจ้า 4 พระองค์ ประกอบด้วยพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ เป็นสงฆ์สาวกที่ควรกราบไหว้บูชา ก่อนขึ้นบันได ครึ่งวงกลมหมายถึง โลกุตตรปัญญา บันไดทางขึ้น 3 ขั้นแทน อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ผ่านแล้วจึ้งขึ้นไปสู่อรูปพรหม 4 แทนด้วยดอกบัวทิพย์ 4 ดอกและบานประตู 4 บาน บานสุดท้ายเป็นกระจกสามเหลี่ยมแทนความว่าง ซึ่งหมายถึงความหลุดพ้น แล้วจึงก้าวข้ามธรณีประตูเข้าสู่พุทธภูมิ
                   ภายในประกอบด้วยภาพเขียนโทนสีทองทั้งหมด ผนัง
4 ด้าน เพดานและพื้นล้วนเป็นภาพเขียนที่แสดงถึงการหลุดพ้นจากกิเลสมาร มุ่งเข้าสู่โลกุตตรธรรม ส่วนบนของหลังคาโบสถ์ ได้นำหลักการของการปฏิบัติจิต 3 ข้อ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นำไปสู่ความว่างคือความหลุดพ้นนั่นเอง นี่เป็นเพียงรายละเอียดคร่าวๆ ของโบสถ์ของวัดร่องขุ่น ส่วนรายละเอียดจริงๆ นั้น อาจารย์บอกว่าจะสร้างทั้งหมด 9 หลัง แต่ละหลังมีความหมายเป็นคติธรรมทุกหลัง ผมหวังจะสร้างงานพุทธศิลป์ของแผ่นดินให้ยิ่งใหญ่อลังการ เพื่อให้คนทั้งโลกยอมรับ และปรารถนาจะมาชื่นชมให้ได้ จะถวายชีวิตสร้างจนลมหายใจสุดท้าย และได้สร้างลูกศิษย์รอรับช่วงต่ออีก 2 รุ่น หลังผมตาย คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ทั้ง 9 หลัง คงใช้เวลาทั้งหมด 60-70 ปีครับ" 
                    นอกจากจะชมความงดงามของพระอุโบสถแล้ว ยังสามารถเข้าชมผลงานของอาจารย์ และเลือกซื้อของที่ระลึกจากวัดร่องขุ่นได้อีกด้วย

 

12.00 น.                 รับประทานอาหารกลางวัน จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ จ. เชียงใหม่ ถึงเชียงใหม่อิสระให้ท่าน

                                 พักผ่อนและช้อปปิ้งกันตามอัธยาศัยที่ตลาดกาดสวนแก้ว

 19.00 น.                 รับประทานอาหารเย็น หลังอาหารนำท่านเดินทางกลับกรุงเทพฯ  

 วันที่หกของการเดินทาง                กรุงเทพฯ                                                                                                                               

04.00 น.                   เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัดิภาพทุกท่าน

อัตราค่าบริการ

• ผู้ใหญ่ท่านละ  5,500.- บาท (จากราคาปกติ  5,900 บาท)  

• เด็กต่ำกว่า 11 ปี ท่านละ 5,000.-บาท (มีเตียงนอน)
• เด็กต่ำกว่า 11 ปี ท่านละ 4,700.-บาท (พักกับผู้ปกครอง ไม่เสริมเตียง)
• พักเดี่ยว เพิ่ม 1,000.-บาท.-บาท

 

หมายเหตุ : สำหรับชาวต่างชาติ เพิ่มค่าธรรมเนียมค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆตามความเป็นจริง

สำหรับกรุ๊ปเหมา   กรุ๊ปเหมาหมู่คณะ 8-9 ท่าน ออกเดินทางได้ทุกวัน

 

ค่าบริการนี้รวม

- ค่ารถตู้ปรับอากาศหลังคาสูงรุ่นใหม่ พร้อมทีวี วีซีดี
- ค่าที่พัก 2 คืน (พักตามรายการระบุ ห้องละ 2 ท่าน)
- ค่าอาหารทุกมื้อพร้อมอาหารว่างและเครื่องดื่ม
- ค่าธรรมเนียมสถานที่ต่างๆ
- ค่าประกันอุบัติเหตุ วงเงิน 1,000,000.-บาท/ท่าน
- มัคคุเทศก์นำเที่ยวตลอดการเดินทาง

 

การสำรองที่นั่ง

- แจ้งชื่อ นามสกุล, อายุ เบอร์โทร/แฟกซ์ เพื่อทำประกันภัยการเดินทาง
- วางมัดจำท่านละ 1,000.-บาทโดยผ่านบัญชี ส่วนที่เหลือชำระก่อนการเดินทางอย่างน้อย 10 วัน พร้อมแฟกซ์ใบโอนเงินและระบุโปรแกรมทัวร์

 

หมายเลขบัญชี

ชื่อบัญชี  น.ส ศรัณย์กร พันลำ
ธนาคารกสิกรไทย                 สาขาประตูน้ำปทุมวัน              บัญชีออมทรัพย์เลขที่   005-2-67060-8

ธนาคารกรุงเทพ                    สาขาประตูน้ำ                             บัญชีออมทรัพย์เลขที่  106-5-32626-4

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา           สาขาถนนสาทรเหนือ               บัญชีออมทรัพย์เลขที่  397-1-21854-9

ธนาคารไทยพาณิชย์             สาขาเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน   บัญชีออมทรัพย์เลขที่  357-226331-0

 

บริษัท อมิตี้ทัวร์ จำกัด

82/10 ซ.อินทามระ 25 ถ.สุทธิสาร แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม. 10400

โทร. 087-706-0077 แฟกซ์ 02-616-3040 (ทะเบียนพาณิชย์เลขที่ 3411300174499)

Website    :     www.amitytour.com

Mail          :     info-md@amitytour.com

                        booking@amitytour.com



 

 

 


5,500